ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ดำเนินงานเกี่ยวกับการรวบรวมจัดเก็บและให้บริการสื่อการเรียนการสอน
ข้อสนเทศ ให้คำปรึกษา แนะนำ เกี่ยวกับวัสดุอุปกรณ์เทคโนโลยีการศึกษา
และเอกสารสิ่งพิมพ์ต่างๆ เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมกิจกรรมการเรียนการสอนและกิจกรรมทางการศึกษาในทุกรูปแบบ
ทั้งนี้เพื่อ เป็นการพัฒนามาตรฐานทางการศึกษา
และมาตรฐานของหน่วยงานที่ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้สังกัดอยู่
บทบาทหน้าที่ของศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ ส่วนใหญ่มีหน้าที่ในการจัดหา จัดสร้างดำเนินงาน บริการด้านสื่อการเรียนการสอน ข้อสนเทศความรู้วิทยากร และนวัตกรรมต่างๆ อันเป็นผลผลิตของเทคโนโลยีทางการศึกษาสมัยใหม่ โดยจะต้องรวบรวมจัดหมวดหมู่เพื่อความสะดวกในการค้นหา จัดให้บริการยืม อีกทั้งจะต้องบำรุงรักษาซ่อมแซมวัสดุการศึกษาดังกล่าวให้มีสภาพสมบูรณ์พร้อมต่อการใช้สอยได้ตลอดเวลา ในกรณีที่เกิดปัญหาไม่เข้าใจ หรือผู้ให้บริการมีข้อปัญหาซักถามในด้านความรู้ ข้อสนเทศหรือปัญหาทางเทคนิคต่างๆ ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้มีหน้าที่ให้คำแนะนาปรึกษาหารือเพื่อสร้างความเข้าใจ ส่งเสริมความรู้ให้แก่บุคลากรต่างๆภายในหรือภายนอกสถานศึกษาด้วย ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้เป็นหน่วยงานกลางมีหน้าที่บริการสื่อการเรียนการสอนแก่ครูอาจารย์ นักเรียน การบริการนับได้ว่าเป็นหัวใจของงานในหน้าที่ของศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ซึ่งงานบริการนี้ส่วนใหญ่จะควบคู่ไปกับกิจกรรมอื่นๆด้วย
บทบาทหน้าที่ของศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ ส่วนใหญ่มีหน้าที่ในการจัดหา จัดสร้างดำเนินงาน บริการด้านสื่อการเรียนการสอน ข้อสนเทศความรู้วิทยากร และนวัตกรรมต่างๆ อันเป็นผลผลิตของเทคโนโลยีทางการศึกษาสมัยใหม่ โดยจะต้องรวบรวมจัดหมวดหมู่เพื่อความสะดวกในการค้นหา จัดให้บริการยืม อีกทั้งจะต้องบำรุงรักษาซ่อมแซมวัสดุการศึกษาดังกล่าวให้มีสภาพสมบูรณ์พร้อมต่อการใช้สอยได้ตลอดเวลา ในกรณีที่เกิดปัญหาไม่เข้าใจ หรือผู้ให้บริการมีข้อปัญหาซักถามในด้านความรู้ ข้อสนเทศหรือปัญหาทางเทคนิคต่างๆ ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้มีหน้าที่ให้คำแนะนาปรึกษาหารือเพื่อสร้างความเข้าใจ ส่งเสริมความรู้ให้แก่บุคลากรต่างๆภายในหรือภายนอกสถานศึกษาด้วย ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้เป็นหน่วยงานกลางมีหน้าที่บริการสื่อการเรียนการสอนแก่ครูอาจารย์ นักเรียน การบริการนับได้ว่าเป็นหัวใจของงานในหน้าที่ของศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ซึ่งงานบริการนี้ส่วนใหญ่จะควบคู่ไปกับกิจกรรมอื่นๆด้วย
ภารกิจหรือกิจกรรมที่สำคัญในศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้
1. การเลือก จัดหา การลงทะเบียน ทำบัตรรายการ
การบริการการใช้ ตลอดจนเก็บบำรุงรักษาวัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอนต่างๆ
2. การผลิตสื่อการสอน เช่น ผลิตวัสดุกราฟิก
การบันทึกเสียง ทำรายการวิทยุและโทรทัศน์
3. จัดกิจกรรมทางวิชาการ เช่น
การฝึกอบรมครูประจำการ การวิจัย การจัดนิทรรศการ ตลอดจนการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์
ฯลฯ
4. การบริหาร เช่น การจัดบุคลากร การนิเทศ
การบันทึกรายการ การติดต่อประสานงานและการทำงบประมาณ เป็นต้น
5. การประเมินกิจกรรมต่างๆ
บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของบุคลากรในศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้
ที่สำคัญจำแนกออกได้ ดังนี้
1.
ด้านบริหาร โดยต้องมีการกำหนดวิสัยทัศน์
จุดมุ่งหมายและภารกิจต่างๆ ให้ครอบคลุมงานหรือสิ่งที่ต้องทำ การจัดดำเนินงาน
การจัดบุคลากร การนิเทศ การติดต่อประสานงาน การทำงบประมาณ การกำหนดมาตรฐานของงาน
เพื่อให้หน่วยงานบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ โดยต้องมีฝ่ายรับผิดชอบ ดังนี้
1.1
หัวหน้าหน่วยงาน ซึ่งอาจเรียกได้ว่า
หัวหน้าศูนย์หรือผู้อำนวยการศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ก็ได้จะเรียกชื่ออย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับขอบข่าย
และปริมาณงานที่รับผิดชอบ
โดยทั่วไปจะเป็นบุคคลที่จบการศึกษาด้านเทคโนโลยีทางการศึกษาหรือโสตทัศนศึกษาที่มีความรู้
ด้านบริหาร ออกแบบ นิเทศการศึกษา การวิจัย การผลิต
และการให้บริการสื่อการศึกษามาก่อน
1.2
หัวหน้างานหรือหัวหน้าฝ่าย จะมีหน้าที่ความรับผิดชอบงานในแต่ละฝ่าย เช่น
หัวหน้าฝ่ายผลิตรายการวิทยุโทรทัศน์ หัวหน้าฝ่ายการบริการสื่อ เป็นต้น
ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ในแต่ละสถาบันจะมีงานอะไรบ้างนั้นก็พิจารณาได้จากการวิเคราะห์งานและภารกิจ
หัวหน้างานต้องมีความรู้ ความชำนาญเกี่ยวกับการผลิต การใช้และการบริการสื่อมาก่อน
1.3
เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป จะมีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการควบคุม
การจัดการงานต่างๆ เช่น งานธุรการ งานบุคคล งานพัสดุ งานจัดระบบงาน
ฯลฯ
1.4
พนักงานธุรการ มีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับงานด้านต่างๆ
บุคคลที่รับผิดชอบเกี่ยวกับด้านนี้
โดยทั่วไปจะใช้ผู้ที่จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง
หรือเทียบเท่าไม่ต่ำากว่านี้ เช่น งานธุรการหรืองานสารบรรณ งานดำเนินการจัดซื้อพัสดุ งานครุภัณฑ์ งานจัดทาทะเบียนและเบิกจ่ายพัสดุครุภัณฑ์ของสำนักงาน
1.5
เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล
จะมีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการบันทึกข้อมูลต่างๆลงในคอมพิวเตอร์หรือพิมพ์เอกสาร
หนังสือโต้ตอบ หนังสือคำสั่ง รายงานการประชุม เป็นต้น
2.
ด้านการบริการ
เป็นภารกิจของศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ที่นำโครงการต่างๆออกสู่ กลุ่มเป้าหมาย เช่น
บริการด้านการจัดหาสื่อ บริการด้านการใช้สื่อ ด้านการบำรุงรักษา
ด้านการให้คำปรึกษา ห้องปฏิบัติการทางภาษา ห้องปฏิบัติการเรียนรู้ด้วยตนเอง
เป็นต้น
ซึ่งแนวทางในการกำหนดภารกิจด้านบริการควรสะท้อนปรัชญาที่ยึดความต้องการของกลุ่มเป้าหมายเป็นหลัก
นอกจากนั้นแล้วด้านการบริการยังมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการสำรวจและจัดหา
จัดเก็บแยกหมวดหมู่ และจัดทำทะเบียนบัญชีสื่อ รวมทั้งมีหน้าที่รับผิดชอบในการซ่อมบำรุงสื่อด้วย
โดยมีฝ่ายที่รับผิดชอบ เช่น
2.1
บรรณารักษ์ โดยจะมีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดหา การให้เลขหมู่ทำบัตรรายการ
เก็บรวบรวมสถิติ ให้คำปรึกษาและบริการในการค้นหาสื่อต่างๆ
2.2
นักวิชาการคอมพิวเตอร์ จะมีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการติดตั้งการใช้คอมพิวเตอร์
ดูและระบบคอมพิวเตอร์และปฏิบัติงานหน้าที่อื่นๆ
เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้
2.3
นายช่างอิเล็กทรอนิกส์ มีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงรักษา
ติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ปฏิบัติการเกี่ยวกับเสียง ช่างตัดต่อ ช่างกล้อง
จัดซื้อจัดหา ทำบัญชีวัสดุอุปกรณ์ เป็นต้น
โดยมากบุคลากรที่รับผิดชอบด้านนี้จะเป็นผู้ที่มีความรู้ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงหรือเทียบได้ไม่ต่ากว่านี้
ทางช่างอิเล็กทรอนิกส์ ช่างไฟฟ้า หรือ ช่างวิทยุและโทรคมนาคม
3.
ด้านการผลิตสื่อ บุคลากรที่มีหน้าที่รับผิดชอบ
เช่น
- นักวิชาการโสตทัศนศึกษา
จะมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการออกแบบและผลิตสื่อการเรียนการสอนในระดับต่างๆ
การออกแบบประเมินและวิจัยสื่อ
ซึ่งบุคลากรที่รับผิดชอบด้านนี้จะต้องเป็นผู้ที่มีวุฒิการศึกษาอย่างต่างระดับปริญญาในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา
โสตทัศนศึกษา วางสารศาสตร์ ศิลปศึกษา เทคโนโลยีการพิมพ์ เป็นต้น
- นักวิชาการช่างศิลป์
จะมีหน้าที่ความรับผิดชอบในด้านการออกแบบภาพประเภทต่างๆ
ตัวอักษรประกอบคำบรรยายออกแบบแผ่นป้าย แผนภาพประชาสัมพันธ์
ทารูปปั้นจำลองสื่อวัสดุสามมิติและอื่นๆ นอกจากนั้นยังเป็นผู้กำหนดและประมาณการขั้นต้นในการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติทางด้านศิลปะหรือวัสดุที่ใช้ในการฝึกปฏิบัติกราฟิก
- นายช่างภาพ มีหน้าที่ความรับผิดชอบในการเตรียมจัดหา
และเก็บรักษาวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพและในห้องปฏิบัติการถ่ายภาพ ล้างอัดขยายภาพ
จัดเก็บรักษาฟิล์มโดยบุคลากรในด้านนี้ต้องเป็นผู้มีความรู้ในทางการถ่ายภาพไม่ต่ำกว่าประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง
4.
ด้านวิชาการ ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ต้องมีบทบาทและหน้าที่ในการศึกษาค้นคว้า
พัฒนาและเผยแพร่ผลงาน สร้างวัตกรรมใหม่เกี่ยวกับการผลิตและการใช้สื่อ
จัดการฝึกอบรม การเผยแพร่ความรู้ การประเมินคุณภาพสื่อ การประเมินการบริการ
เป็นต้น
นอกจากนั้นแล้วฝ่ายวิชาการยังต้องวิจัยและพัฒนาสื่อการศึกษาทั่วไปและวิจัยสื่อรวมถึงการพัฒนาสื่อให้เหมาะสมกับการเรียนการสอน
ฉะนั้นบุคลากรฝ่ายนี้จึงจาเป็นต้องเป็นผู้มีความชำนาญทั้งด้านการศึกษา
ด้านการวิจัยและมีความรู้เทคโนโลยีทางการศึกษา ผู้ซึ่งรับผิดชอบได้แก่
นักวิชาการศึกษา
มีหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับการวิจัยและเป็นผู้ช่วยในการวิจัยสื่อต่างๆร่วมถึงเป็นผู้ช่วยในการพัฒนาสื่อการเรียนการสอน
นักวิจัย
มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการวิจัยและพัฒนาสื่อร่วมกับนักวิชาการโสตทัศนศึกษาและเป็นผู้ออกแบบในการวิจัยรวมถึงการวิเคราะห์และสรุปผลการวิจัยสื่อ
5.
ด้านการปรับปรุงการเรียนการสอน ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ต้องมีภารกิจหน้าที่ความรับผิดชอบต่อการศึกษาเป็นสำคัญในการจัดหาสื่อมาใช้ในการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและเนื้อหาแต่ละวิชา
ตามความจำเป็นให้เพียงพอและยังมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือแก่ครูอาจารย์ในด้านต่างๆเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการศึกษา
6.
ด้านกิจกรรมอื่น เช่น
มีบทบาทหน้าที่ประชาสัมพันธ์สถาบันต่อชุมชนจัดนิทรรศการหรือจัดการแสดงความก้าวหน้าต่างๆ
ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ควรมีกิจกรรมเพื่อให้ความรู้แก่สังคมและจัดแสดงสาธิตนวัตกรรมและเทคโนโลยีให้กับผู้สนใจ
การจัดกิจกรรมลักษณะนี้ถือว่าเป็นการประชาสัมพันธ์อย่างหนึ่ง
ดังนั้น ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้แต่ละสถาบันจะมีบุคลากรรับผิดชอบในแต่ละภารกิจจำนวนเท่าไรย่อมขึ้นอยู่กับนโยบายในการจัดตั้งศูนย์ฯ
จำนวนผู้ขอใช้บริการ
ขอบเขตของภารกิจและงานที่ปฏิบัติงบประมาณหรือเงินทุนสนับสนุนการจัดกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น
ผู้ปฏิบัติงานในศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้ สามารถแบ่งได้
3 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. บุคลากรทางวิชาชีพ (Professional Staff) ได้แก่
บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ทางด้านเทคโนโลยีทางการศึกษาหรือโสตทัศนศึกษาระดับปริญญาซึ่งถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อ
(Media Specialists) หรือบางที่อาจเรียกว่านักวิชาการการโสตทัศนศึกษาก็ได้ส่วนใหญ่บุคลากรกลุ่มนี้จะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าหรือผู้บริหารอำนวยการประสานเกี่ยวกับสื่อ
และอำนวยการให้การดำเนินกิจกรรมต่างๆ
2 บุคลากรกึ่งวิชาชีพ (Paraprofessional Staff) บุคลากรกึ่งวิชาชีพ คือ บุคคลที่ได้วุฒิประกาศนียบัตรวิชาชีพโดยมีหน้าที่ช่วยเหลือบุคลากรทางวิชาชีพเกี่ยวกับด้านเทคนิคหรือด้านบริการ
บุคลากรกึ่งวิชาชีพ
3 บุคลากรที่ไม่มีความรู้ทางวิชาชีพ (Non-professional Staff) บุคลากรประเภทนี้ทำหน้าที่ทางด้านธุรกิจ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ฯลฯ
ซึ่งจะมีคุณวุฒิหลากหลายจะใช้ความรู้ความชำนาญเฉพาะในหน้าที่ของตน
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าจำนวนบุคคลในแต่ละประเภทจะมีมากหรือน้อยย่อมขึ้นอยู่กับนโยบาย
ขนาดหรือปริมาณของงาน ขอบเขตของการให้บริการ ลักษณะของระบบงานบริการ
จำนวนผู้ใช้บริการ และงบประมาณของศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้แต่ละแห่งเป็นสำคัญ
ศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้มีหน้าที่หลักในการบริการและจัดกิจกรรมทางวิชาการได้ คือ
1.
การจัดหาสื่อเพื่อบริการ
2.
การดำเนินการบริการ
3. การบำรุงรักษาสื่อ
4. การฝึกอบรม
การวิจัย การพัฒนา ฯลฯ
5. การประเมิน
6. การประชาสัมพันธ์
การจัดการหาสื่อเพื่อบริการ
ในการจัดหาสื่อมาไว้บริการภายในศูนย์ทรัพยากรการเรียนรู้
เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว มีระบบ ระเบียบ สามารถแบ่งออกเป็นขันตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 เป็นขั้นการสำรวจสภาพของสื่อในสถานศึกษาเพื่อสำรวจหาข้อเท็จจริงเบื้องต้นเป็นข้อมูลมาประกอบการจัดหา
ได้แก่
1.
การสำรวจสื่อวัสดุ (Materials) การสำรวจสื่อวัสดุมีรายการที่ต้องการทราบ
คือ
-
ชนิดของวัสดุ
-
ชื่อเรื่อง
-
แหล่งที่เก็บ (Location)
-
แหล่งที่ได้มา
-
สภาพการใช้งานปัจจุบัน
2.
การสำรวจเครื่องมือ (Equipments)
-
ชนิดของเครื่องมือ
-
แบบ/รุ่น
-
แหล่งที่เก็บ
-
แหล่งที่ได้มา
-
จำนวน
-
สภาพการใช้งานปัจจุบัน
ขั้นตอนที่
2 การสำรวจสถานที่
เป็นขั้นตอนการสำรวจวางแผนจะให้สถานที่ส่วนใดบ้างในการทำกิจกรรม
เพื่อเป็นการตรวจสอบดูว่ามีสถานที่และสิ่งอานวยความสะดวกที่ต้องการมีเพียงพอแล้วหรือยังและจะต้องการจัดหาอะไรเพิ่มเติมบ้าง
ขั้นตอนที่
3 การสำรวจความต้องการของผู้ใช้ เพื่อต้องการทราบถึงความต้องการใช้สื่อประเภทต่างๆ
โดยนำข้อมูลที่ได้ไปดำเนินการจัดหาให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้
ดังนั้นก่อนการจัดหาหรือจัดซื้อสื่อมาไว้บริการ
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสำรวจและศึกษาความต้องการของผู้ใช้ก่อนเสมอ
การสำรวจความต้องการใช้สื่อในการเรียนการสอนสามารถทำได้หลายลักษณะ ได้แก่
2. การสังเกต เป็นวิธีหนึ่งที่ผู้ต้องการข้อมูลสามารถนำมาใช้เพื่อเก็บข้อมูลโดยดูจากพฤติกรรมการใช้สื่อที่มีมาแต่เดิม
3. การใช้แบบสอบถาม เป็นการสำรวจที่ได้รายละเอียดมากกว่าแบบอื่นๆ
ขั้นตอนที่
4 เป็นขั้นการจัดหา
โดยนำข้อมูลที่ได้มาจากความต้องการแล้วทำเป็นโครงการสั้นๆ
หรือโครงการระยะยาวเพื่อวางแผนในเรื่องงบประมาณในการจัดหาต่อไป
ในการจัดซื้อผู้เกี่ยวข้องต้องพิจารณาตามลาดับความสำคัญของผู้ใช้โดยจัดซื้อเฉพาะสื่อที่มีคุณภาพ
ประหยัดงบประมาณ ก่อนจัดซื้อสื่ออะไรมาไว้บริการจะต้องมีการประเมินค่าสื่อนั้น
โดยคณะกรรมการประเมินค่าสื่อเพื่อพิจารณาว่าสื่อหรือวัสดุอุปกรณ์มีคุณค่าต่อการเรียนการสอนมากน้อยเพียงไร
มีข้อดีและข้อจำกัดอย่างไรเพื่อให้การจัดซื้อจัดหาสื่อมาไว้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อเกิดประโยชน์อย่างเต็มที่
ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดซื้อการสื่อการศึกษา
การจัดซื้อสื่อการเรียนการสอนต่างๆ
ของส่วนราชการจะต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535
คำว่า “พัสดุ” ในระเบียบดังกล่าว หมายความถึง วัสดุ ครุภัณฑ์
ที่ดินและสิ่งก่อสร้างในระเบียบดังกล่าวได้ระบุการซื้อไว้ว่าสามารถกระทำได้ 5 วิธี
คือ
1. วิธีตกลงราคา2. วิธีสอบราคา
3. วิธีประกวดราคา
4. วิธีพิเศษ
5. วิธีกรณีพิเศษ
วิธีตกลงราคา
ได้แก่ การซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาไม่เกิน 50,000 บาท มีวิธีการคือ
ให้เจ้าหน้าที่พัสดุต่อรองและตกลงราคากับผู้ขาย
แล้วให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุจัดซื้อได้ภายในวงเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าส่วนราชการ
วิธีสอบราคา
ได้แก่ การซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกินกว่า 20,000 บาท แต่ไม่เกิน 1,000,000 บาท
การซื้อโดยวิธีสอบราคาให้ดำเนินการ ดังนี้
1.
หัวหน้าส่วนราชการแต่งตั้งคณะกรรมการการเปิดซองสอบราคาและคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ
2.
ก่อนวันเปิดซองไม่น้อยกว่า 7 วัน
ให้หัวหน้าส่วนราชการปิดใบแจ้งสอบราคาไว้โดยเปิดเผย ณ ที่ทำการของส่วนราชการนั้น
กับให้ส่งใบแจ้งสอบราคา ดังกล่าว
ไปยังผู้มีอาชีพขายหรือรับจ้างทำงานนั้นโดยตรงหรือโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่อให้เสนอราคาเป็นหนังสือผนึกซองยื่นต่อเจ้าหน้าที่พัสดุโดยตรง
หรือโดยผู้แทนซึ่งได้รับมอบหมายหนังสือภายในวัน เวลา และสถานที่ที่กำหนด
3.
ให้เจ้าหน้าที่พัสดุรับซองใบเสนอราคาที่ยื่นมาทุกรายโดยไม่เปิดซอง เมื่อครบกำหนดแล้วให้ส่งมอบซองใบเสนอราคาพร้อมทั้งรายงานผลการรับซองต่อคณะกรรมการเปิดซองสอบราคา
เพื่อดำเนินการต่อไป เมื่อพ้นกำหนดเวลารับซองแล้ว
ห้ามรับซองใบเสนอราคาจากผู้หนึ่งผู้ใดอีก
4.
คณะกรรมการเปิดซองสอบราคา
เปิดซองใบเสนอราคาโดยเปิดเผยต่อหน้าผู้ยื่นซองหรือผู้แทนและตรวจ
วิธีประกวดราคา
ได้แก่ การซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกินกว่า 1,000,000 บาท มี วิธีดำเนินการดังนี้
1.
หัวหน้าส่วนราชการแต่งตั้งกรรมการ ดังนี้
1.1
คณะกรรมการรับซองประกวดราคาและเปิดซอง
1.2
คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา
1.3
คณะกรรมการตรวจรับวัสดุ
3. การรับซองประกวดราคากระทำได้ 2 วิธี คือ จัดตู้ทึบหรือหีบทึบมีช่องสำหรับสอดซองประกวดราคาไว้ ณ ที่ทำการของผู้ซื้อหรือผู้ว่าจ้าง ตั้งกรรมการรับซองประกวดราคา
4. เมื่อพ้นกำหนดเวลารับซองประกวดราคาแล้ว ให้ส่งมอบตู้หรือหีบบรรจุซองประกวดราคาและเอกสารหลักฐานต่างๆพร้อมด้วยบันทึกรายงานรับซองประกวดราคาต่อคณะกรรมการเปิดซองประกวดราคา
5. คณะกรรมการเปิดซองประกวดราคา โดยเปิดซองประกวดราคาอย่างเปิดเผยต่อหน้าผู้เข้าประกวดราคาหรือผู้แทน
6. คณะกรรมการเปิดซองประกวดราคาตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เสนอราคา ใบเสนอราคา แคตาล็อค หรือรูปแบบและรายละเอียดแล้วคัดเลือกผู้เสนอราคาที่ถูกต้องตามเงื่อนไขใบแจ้งประกวดราคา
7. พิจารณาคัดเลือกผู้เสนอราคาที่ถูกต้องที่มีคุณภาพและคุณสมบัติเป็นประโยชน์ต่อทางราชการและเสนอราคาต่ำสุด
วิธีพิเศษ
ได้แก่ การซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาเกินกว่า 50,000 บาท
ให้กระทำได้เฉพาะกรณีใดดังต่อไปนี้
1. เป็นพัสดุขายทอดตลาด
2. เป็นพัสดุที่จะขายทอดตลาด โดยส่วนราชการหรือหน่วยงานอื่นซึ่งมีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นองค์การระหว่างประเทศหรือหน่วยงานของต่างประเทศ รัฐวิสาหกิจ
3. เป็นพัสดุที่ต้องซื้อเร่งด่วน หากล่าช้าอาจเสียหายแก่ราชการ
4. เป็นพัสดุเพื่อใช้ในราชการลับ
5. เป็นพัสดุที่ต้องซื้อโดยตรงต่างประเทศ หรือดำเนินการโดยผ่านองค์การระหว่างประเทศ
6. เป็นพัสดุที่จาเป็นต้องระบุยี่ห้อเป็นการเฉพาะหรือผู้แทนจำหน่ายโดยตรง
7. เป็นพัสดุที่ดำเนินการซื้อโดยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผลดี
8. เป็นพัสดุที่เป็นที่ดินและ/หรือสิ่งก่อสร้างซึ่งจำเป็นต้องซื้อเฉพาะแห่ง
การซื้อโดยวิธีพิเศษมีวิธีการดำเนินการ ดังนี้
1. ให้หัวหน้าส่วนราชการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษขึ้นเพื่อดำเนินการเป็นกรณีไป เช่น กรณีที่ต้องจัดซื้อเร่งด่วนหากล่าช้าอาจเสียหายแก่ราชการให้เชิญผู้มีอาชีพขายพัสดุนั้นโดยตรงมาเสนอราคา หากเห็นว่าราคาที่เสนอนั้นยังสูงกว่าราคาในท้องตลาด หรือราคาที่คณะกรรมการเห็นสมควรก็ให้ต่อรองราคาลงเท่าที่จะทำได้
2. เมื่อดำเนินการแล้วได้ผลประการใดให้คณะกรรมการเสนอรายงานพร้อมด้วยความเห็นต่อส่วนราชการผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุเพื่อการต่อไป
วิธีกรณีพิเศษ
ได้แก่การซื้อในกรณีต่อไปนี้
2. การซื้อที่มีกฎหมายหรือมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้ต้องซื้อจากส่วนราชการ หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นซึ่งมีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นหรือรัฐวิสาหกิจ
การส่งซื้อโดยวิธีกรณีพิเศษให้หัวหน้าส่วนราชการสั่งซื้อจากส่วนราชการหน่วยงานอื่นได้โดยตรง เว้นแต่การซื้อครั้งหนึ่งซึ่งมีราคาไม่เกิน 20,000 บาท ให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุจัดซื้อหรือจ้างได้ภายในวงเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้าส่วนราชการ
สวัสดี


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น